ได้ครับ ผมจะ “ออกแบบเป็นโครงสร้างโครงการ” ให้คุณแบบที่เอาไปคุยต่อกับ (1) DMCR (2) กรมเจ้าท่า (3) จังหวัด/ท้องถิ่น (4) ทีมวิศวกร/ที่ปรึกษา EIA และ (5) นักลงทุน ได้ทันที — โดยยึด Strategy/Phase ที่คุณสรุปไว้ (Samut Songkhram → Samut Sakhon → Kui Buri)
Regulatory reality สำคัญมาก: ตั้งแต่ประกาศ ทส. (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2566 “การก่อสร้าง/ขยายสิ่งก่อสร้างบริเวณหรือในทะเล” เช่น แนวเขื่อนกันคลื่นนอกฝั่ง และ กำแพงติดแนวชายฝั่งทะเล ถูกกำหนดให้ ต้องทำ EIA “ทุกขนาด” และฝั่ง กรมเจ้าท่า ในการขออนุญาตสิ่งล่วงล้ำ/โครงสร้างในทางน้ำ มักผูกกับเอกสารด้านผังบริเวณ+ความปลอดภัยการเดินเรือ+EIA ตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม
ดังนั้น “ทำให้เบา/ยกได้” ช่วยเรื่องการออกแบบและการยอมรับของชุมชน แต่ ไม่ได้ทำให้หลุด EIA อัตโนมัติ หากเข้าข่าย “สิ่งก่อสร้างในทะเล”
แนวป้องกันหลักแบบ Hybrid:
(A) Nearshore Soft Structure (Geotube Field) + (B) Dike/Levee แบบเสริมกำลังด้วย Geotextile + (C) พื้นที่หลังคัน (400 m × 10 km) เพื่อใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์
แบ่งงานก่อสร้าง/ส่งมอบเป็นช่วง:
10 sub-modules × 1 km (เหมาะกับการทำ PPP / งบลงทุนเป็น tranche / ลดความเสี่ยง EIA & stakeholder)
มิติหลักตามที่คุณกำหนด
Geotube / soft structure ยื่นลงทะเล: กว้าง (cross-shore) 100 m × ยาวตามแนวฝั่ง 1 km
Dike/Levee: ฐาน 100 m, สูง 10 m, crest 50 m
พื้นที่หลัง dike: กว้าง 400 m × ยาว 1 km (เป็น “Development Strip”)
หมายเหตุเชิงวิศวกรรม: “แผ่นสี่เหลี่ยม 100 m × 1 km” ในทะเล ถ้าทำเป็นชิ้นเดียวจะเสี่ยงมาก (ทรุด/ฉีก/กัดเซาะใต้ท้อง/ซ่อมยาก)
ทางปฏิบัติที่ปลอดภัยกว่า คือทำเป็น Geotube Cells (หลายแนว หลายแถว) แล้ว “ต่อกันเป็น field” เพื่อให้ยืดหยุ่นและซ่อมแบบเฉพาะจุด
ลดพลังงานคลื่นก่อนถึงฝั่ง (wave attenuation)
กันการพังทลายที่ตีนคัน/ฐาน dike (toe protection)
ดักตะกอน/ทรายให้ทับถม (sediment retention) เพื่อ “สร้างชายหาด/โคลนแฟลต” ด้านใน
Geotube Field = 3 โซน (เรียงจากทะเลเข้าฝั่ง)
Zone-1: Offshore/Submerged Sill (แถวหน้า)
วาง geotube เป็น “สันใต้น้ำ” ต่อเนื่องตามแนวฝั่ง (เป็นช่วงๆ)
จุดประสงค์: ลดคลื่น + เริ่มดักตะกอน
Zone-2: Energy Dissipation + Sediment Cells (แถวกลาง)
วางเป็น “ช่องสี่เหลี่ยม/เซลล์” (cellular layout) ให้เกิดแอ่งสงบด้านใน
จุดประสงค์: ให้ตะกอนตกทับถมเร็วขึ้น และลดการไหลย้อนกัดใต้ฐาน
Zone-3: Toe/Apron Protection ใกล้แนว dike
ทำเป็นแนวกันกัดเซาะฐาน + geotextile apron (ผืนรอง)
จุดประสงค์: ป้องกัน scouring ที่จุดวิกฤตที่สุด (ตีนคัน)
คีย์: ต้องมี geotextile underlayer + filter design ไม่อย่างนั้นทราย/ดินจะถูก “ดูดออกใต้โครงสร้าง” แล้วเกิดโพรง/ทรุด (failure mode ที่พบบ่อยสุดของงาน soft coastal)
คุณสามารถให้วิศวกรโยธา/ชายฝั่ง “แปลงเป็นแบบ A3” ได้ทันทีจากสเปคนี้
(1) Seabed Preparation
ปรับระดับท้องทะเลเฉพาะจุด + วาง geotextile bedding layer (กันฉีก/กันจม)
มี scour apron ยื่นเลยขอบ geotube เพื่อกันการกัดใต้ท้อง
(2) Geotube Zone (100 m cross-shore)
แบ่งเป็นหลายแถว (3 โซนตามข้อ 2)
อนุญาตให้ “ยก/ปรับ” ได้เป็นช่วงๆ (adaptive management)
(3) Transition Berm / Toe of Dike
ทำเป็นคันรองรับแรงคลื่นที่เหลือ + ชั้นกรอง (filter)
ถ้าพื้นดินอ่อนมาก: พิจารณา geogrid + basal reinforcement ต่อเนื่องใต้คัน
(4) Dike/Levee Body (ฐาน 100 m, สูง 10 m)
แนะนำโครงสร้างเป็น Reinforced Sand Embankment
ชั้นดิน/ทรายถมเป็นชั้นๆ (compacted lifts)
ใช้ geotextile/geogrid reinforcement เป็นชั้นๆ เพื่อเสถียรภาพลาด
รูปทรงที่เหมาะกับ “เบาและนิ่ง” (ตัวอย่างแนวคิด):
seaward slope ชันน้อย (เช่น 1V:4H หรือ 1V:5H ตาม geotech)
landward slope 1V:3H ถึง 1V:4H
มี drainage layer + toe drain กันแรงดันน้ำ
(5) Crest 50 m (ใช้งาน)
จัด 4 เลนใช้งานบนสันคันแบบเป็นระบบ:
Bike lane / promenade
Walkway/view deck
Service lane (EV/maintenance)
Utility corridor (ท่อ/สาย/ไฟ/สื่อสาร)
จุดวาง Solar: บน crest + บนหลังคาอาคารเบา + บางส่วนในแถบหลังคัน (400 m)
(6) Back-of-dike Development Strip (กว้าง 400 m)
จัดเป็น “พื้นที่เศรษฐกิจเพื่อเลี้ยง O&M ของโครงสร้างป้องกันชายฝั่ง”
แนะนำแบ่งโซน:
0–100 m ใกล้คัน: เป็น buffer/landscape/retention (ลดแรงต้านชุมชน + รับน้ำท่วม)
100–400 m: lightweight hospitality / eco-retail / parking / microgrid yard
Wave: 200 kW (array)
Solar: 1 MWp
BESS: 1.5 MWh
Wave devices: วางที่ “Zone-1/Zone-2” ของ geotube field (เป็น array แบบกระจาย)
ดีต่อ narrative: “โครงสร้างในทะเลทำหน้าที่คู่” = ลดคลื่น + ผลิตไฟ
Solar:
บน crest 50 m (ทำเป็น canopy/solar pergola เหนือ walkway บางช่วงได้)
หลังคาโรงแรมเบา/อาคารบริการ
พื้นที่หลังคัน (400 m) เป็น solar yard สำรอง
BESS (1.5 MWh):
วางบนฝั่งด้านหลังคัน (ปลอดคลื่น/ซ่อมง่าย)
ทำเป็น containerized system + ระยะกันไฟ + ทางเข้ารถดับเพลิง
ข้อเทคนิคที่ต้อง “ตั้งความคาดหวังนักลงทุน”: อ่าวไทยตอนบน (Samut Songkhram/Sakhon) มักไม่ใช่คลื่นพลังสูงตลอดปี ดังนั้น Wave 200 kW จะเป็น “demonstration + resilience feature” มากกว่า base generation (แต่ narrative ด้าน climate adaptation แข็งมากถ้าจัดวางร่วมกับ coastal protection)
เพื่อให้ VC/Infra investor ซื้อเรื่องได้ง่าย แนะนำเล่าเป็น 2 ชั้น
ชั้นสาธารณะ: Coastal protection + flood resilience corridor (รัฐ/ท้องถิ่นได้ประโยชน์)
ชั้นการเงิน: รายได้จาก (i) lease/usage ใน 400 m strip (ii) hospitality & mobility (iii) energy services (microgrid / EV / PPA ภายใน) (iv) carbon/ESG premium
ประเด็นชี้ขาด: สถานะที่ดินชายฝั่ง/ที่สาธารณะ/เขตล่วงล้ำทะเล ต้องออกแบบเป็น “สิทธิการใช้ประโยชน์” ผ่าน PPP/Concession ไม่ใช่ทำเหมือน freehold เอกชน (นี่คือจุดที่ต้องให้ที่ปรึกษากฎหมาย/ผังเมืองเข้ามาตั้งแต่ต้น)
เป้าหมาย: พิสูจน์ 3 เรื่อง
ลดการกัดเซาะ/เพิ่มการทับถมตะกอน (monitoring)
เสถียรภาพฐานคันดินบนดินอ่อน (geotech performance)
ระบบพลังงาน hybrid ทำงานจริง (microgrid reliability)
Deliverable ที่ควรได้ตอนจบ Phase 1
แบบมาตรฐาน 1 km (copy-paste spec)
Monitoring report (คลื่น/ตะกอน/ทรุดตัว)
EIA pathway ชัด + stakeholder buy-in
เปลี่ยนบทขาย: จาก “pilot” เป็น “climate adaptation infrastructure program”
แพ็กเป็น pipeline ให้ Infra/DFI เข้าได้ง่าย
ทำเมื่อครบ 3 เงื่อนไขของคุณ:
community acceptance
กรมเจ้าท่า
EIA screening + tourism impact
Site Screening แบบ 3 ชั้น (เร็วแต่เฉียบ)
bathymetry คร่าวๆ + แนวคลื่น/กระแสน้ำ + พื้นที่อ่อนไหว (ป่าชายเลน/ประมง/ทางเรือ)
Concept Masterplan 1 km (Plan View)
วาง 3 zones ของ geotube field + ตำแหน่ง wave array + จุดขึ้น-ลงงานซ่อม + crest program
A3 Cross Section Drawing Pack (3 แผ่นขั้นต่ำ)
A3-1: Typical cross section (ทะเล→ฝั่ง)
A3-2: Geotube field layout (3 zones + cell concept)
A3-3: Crest program + utilities + BESS yard (ความปลอดภัย/ซ่อมบำรุง)